วันศุกร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2553

21 ข้อน่าคิดว่าจริงไหม?

1.รักเริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม เติบโตด้วยการจุมพิต และจบลงด้วยน้ำตา
2.อย่าเสียน้ำตาให้กับคนที่ไม่เคยเสียน้ำตาให้คุณ
3.ถ้าความรักไม่ใช่เกม,ทำไมจึงมีผู้เล่นเกมรักหลายคน
4.เพื่อนที่ดีนั้นหายาก แต่ยากกว่าในการจะลาจาก และเป็นไปไม่ได้ที่จะลืมเลือน
5.คุณไปได้ไกลเท่าที่คุณผลักดันตัวเอง
6.การกระทำดังกว่าคำพูด
7.สิ่งที่ทำยากที่สุด คือ การมองดูคนที่คุณรัก ไปรักคนอื่น
8.อย่าให้อดีตยึดคุณไว้ คุณจะพลาดสิ่งดีๆที่จะผ่านมา
9.ชีวิตนั้นสั้นนัก ถ้าครั้งหนึ่งในชีวิต คุณไม่หยุดมองดูมันให้กว้างๆ ทั่วๆ สักครู่ คณจะพลาดมัน
10.เพื่อนที่ดีที่สุดเหมือน ใบไม้สี่กลีบ(สัญลักษณ์แห่งความโชคดี) ยากที่จะหาพบ และ โชคดีที่มีมัน
11.คนบางคนทำให้โลกนี้เป็นโลกที่แสนพิเศษเพียงแค่มีเค้าอยู่ในโลกใบนี้เท่านั้น
12. มิตรแท้ คือ พี่-น้อง ที่พระเจ้า ลืมให้มาเกิดในครอบครัวเดียวกันกับเรา เท่านั้นเอง
13.เมื่อคุณเจ็บปวดที่จะมองกลับหลัง และ หวาดกลัวที่จะมองไปข้างหน้า เพียงคุณ มองไปข้างๆ เพื่อนที่ดีที่สุดของคุณจะอยู่ที่นั่น
14.สัมพันธภาพที่แท้จริงไม่มีวันจบสิ้น
15.เพื่อนจะคงอยู่ตลอดไป
16.เพื่อนที่ดีเหมือนดวงดาว คุณจะไม่ได้เห็นพวกเขาตลอดเวลา แต่คุณจะรู้ว่าเขาอยู่ที่นั่นเสมอ
17.อย่าขมวดคิ้วเลย เธอไม่เคยรู้หรอกว่ามีใครบางคนหลงรักรอยยิ้มของเธอ
18.คุณจะทำอย่างไร เมื่อคุณรู้ว่าเพียงคนๆเดียวที่จะทำให้คุณหยุดร้องไห้ได้ คือคนที่ทำให้คุณร้องไห้
19.ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ จนกระทั่งคุณตกหลุมรักเขาแล้ว (เมื่อคุณหลงรักใคร คุณจะคิดว่าเขาสมบูรณ์แบบ)
20.ทุกสิ่งทุกอย่างจะ OK ตอนจบ ถ้าไม่แล้ว แสดงว่านั่นยังไม่ใช่จุดจบ
21.คนส่วนมากผ่านมาและผ่านไปในชีวิตคุณ แต่มีเพียงเพื่อนเท่านั้นที่ทิ้งรอยเท้าไว้ในหัวใจคุณ

-------------------------

จาก เว็บวัดยานนาวา

วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การศึกษาเพื่อชีวิต

         การศึกษาเป็นพื้นฐานแรกของชีวิตเราและเป็นเครื่องเพิ่มพูนปัญญา ที่เราทุกคนจำเป็นต้องมีการศึกษาเพราะการศึกษาเป็นเครื่องชี้นำความสว่างของชีวิตเรา เปรียบเสมือนเข็มทิศที่คอยชี้ทางให้กับเราไปสู่จุดมุ่งหมายของชีวิต และการศึกษาไม่มีที่สิ้นสุดเราสามารถศึกษาได้ตลอดชีวิต การศึกษาจะเป็นบันไดสู่ความสำเร็จในอนาคต

คนเราเกิดมามีชีวิตที่เหมือนกันมีสมองเหมือนกัน แตกต่างกันที่ตรงความคิด บางคนคิดดีแต่ทำในสิ่งที่ไม่ดี อาจเป็นเพราะสิ่งแวดล้อมเป็นตัวนำพา หรือบางคนคิดทำในสิ่งที่ไม่ดี แต่ทำในสิ่งที่ดีๆอาจเกิดจากบุคคลรอบข้าง หรือการปลูกฝังและการตักเตือนของพ่อแม่รวมไปถึงการตักเตือนของครูบาอาจารย์ และระดับของการศึกษาของบุคคล แต่การศึกษาจะช่วยให้เรามีความคิดที่เหมือนกันได้เพราะว่าทุกคนได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน

การศึกษาเป็นพื้นฐานทางการศึกษาที่จำเป็นที่คนทุกคนจะต้องได้รับรู้อย่างทั่วถึงทุกคน ถ้าทุกคนได้รับอย่างครบถ้วน และเพียงพอแล้วก็จะทำให้เกิดทักษะลักษณะและนิสัยที่พึงประสงค์ได้ การศึกษาจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นเพียงสำหรับคนบางคนเท่านั้น แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่ขาดความพร้อมในปัจจัยต่างๆเพื่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพยิ่งมีความจำเป็นมากที่สุด

การศึกษาของเด็กในปัจจุบันเป็นการศึกษาที่พ่อแม่เป็นคนกำหนดให้ลูกได้เรียน เป็นการวางเป้าหมายให้กับลูก โดยไม่คำนึงถึงความต้องการและความถนัดของเด็กว่า เด็กต้องการ ที่จะศึกษาทางด้านไหน เด็กจบชั้นประถมศึกษา มัธยมศึกษาและกำลังจะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา พ่อแม่ก็วางแผนแล้วว่าจะให้ลูกเรียนทางด้านที่ตัวเองอยากให้ลูกเป็น เช่น พ่อแม่เป็นข้าราชการครูลูกก็ต้องเป็นข้าราชการครูเหมือนพ่อแม่ เป็นต้น ถ้าลูกไม่ต้องการหรือไม่ถนัดก็บังคับให้เรียน เป็นการบังคับให้เด็กเรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัด แล้วถ้าหากผลการเรียนต่ำก็โทษเด็กว่าไม่ตั้งใจเรียน ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง

เด็กไทยปัจจุบันนี้บางคนหวังแค่ใบปริญญา แต่ไม่ได้หวังถึงประสบการณ์ และความรู้ที่ได้รับในช่วงที่ยังศึกษาอยู่ หวังแค่ให้พ่อแม่ภูมิใจเมื่อมีใบปริญญามาติดที่ฝาพนังบ้าน มีรูปชุดปริญญา ที่สวยๆเขาคงลืมคิดไปว่า ใบปริญญานั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ชีวิตของเราสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ แต่ประสบการณ์และการฝึกประสบการณ์ในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ที่จะนำไปใช้ ในการทำงาน ในอนาคต อนาคตของเราจะดีได้ก็ต่อเมื่อเราทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นได้ หาอะไรใหม่ๆให้ชีวิตไม่ใช่ว่าจะหาแต่ในตำราเรียน แต่เราต้องออกหาประสบการณ์เพิ่มเติมเต็มสิ่งที่ตำราเรียน ไม่สามารถให้ กับเราได้นอกจากตัวเราเองที่จะหามา

การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยปัจจุบันมีทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งระบบการศึกษาในมหาวิทยาลัยแบ่งเป็นคณะเพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตนรักและฝันอยากจะเป็น ในอนาคต เป้าหมายการเป็นบัณฑิต คือ การนำความรู้คู่คุณธรรมไปประกอบอาชีพ เพื่อช่วยเหลือตัวเอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติสืบไป

“คนที่มีการศึกษาใช่ว่าจะเป็นคนดีเสมอไปและคนที่ไม่มีการศึกษาใช่ว่าจะเป็นคนเลวของสังคม” สังคมปัจจุบันตัดสินคนด้วยการศึกษาคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือหรือไม่มีการศึกษาสังคมก็ตัดสินว่าคนๆนั้นเป็นที่รังเกียจของสังคมเป็นคนที่สังคมไม่ยอมรับโดยไม่คำนึงถึงปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้เขาไม่ได้เรียนหนังสือ และคนที่เรียนหนังสือก็ใช่ว่าจะเป็นคนดีเสมอ บางทีคนที่มีการศึกษาสูง แต่จิตใจต่ำ ดูถูกคนที่ต่ำกว่าใช้ความรู้ในทางที่ผิด สังคมก็ให้เกียรตินับถือเป็นที่ชื่นชมของสังคม

ผู้เขียนเห็นว่าว่าการศึกษาของไทยปัจจุบันให้ความสำคัญต่อการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน คือเอาเปรียบคนที่ด้อยกว่าดูถูกคนที่ต่ำกว่า คนมีเงินสามารถเรียนได้สูงๆ คนจนหรือคนที่ไม่กำลังทรัพย์เพียงพอที่ใช้ในการเรียน สูงก็ไม่มีโอกาสได้เรียนถึงแม้ว่ามีทุนการศึกษาจากองค์กรต่างๆ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะรองรับต่อประชากรในประเทศที่ยังไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษา

สังคมจะดีได้ก็ต่อเมื่อเด็กไทยได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน และเด็กไทยทุกคนจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการศึกษา การศึกษานั้นใช่ว่าผู้ปกครองจะเป็นผู้บังคับเด็กให้เรียนในสิ่งที่ตนเองชอบแต่กลับกัน คือเด็กต้องเรียนในสิ่งที่ตนชอบและเด็กต้องเรียนอย่างตั้งใจ ต้องไขว่คว้าทั้ง ใบปริญญาบัตร ความรู้ และประสบการณ์ ให้ได้มากที่สุดเพื่ออนาคตในวันข้างหน้าและเพื่อความภาคภูมิใจของพ่อแม่ และมีการงานที่ดีในอนาคต




มูหามะนาซูวันดี สาแม

ภูษิต บินสัน

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เมื่ออามานะฮฺสาปสูญ

พี่น้องผู้ร่วมในศรัทธาทุกท่าน ! การแข่งขันที่รุนแรงและโหดมากที่สุดก็คือ การแข่งขันเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง อำนาจ ไม่ว่าจะอยู่ในระบบประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมก็ตาม เพราะได้มาด้วยวิธีการ 2 ประการคือ
1. การสังหาร
2 . และการใช้เงินทอง
ในอิสลามนั้นการกระหายที่จะได้ยศฐาบรรดาศักดิ์นั้น ถือว่าเป็นการกระทำที่ด้อยค่า และไร้ศักดิ์ศรีเพราะท่านนบีได้บอกไว้ว่าพวกเขาจะถูกปล่อยให้ช่วยเหลือตัวเองอย่างเดียวดายไม่มีการช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ เพราะจะเป็นการพิสูจน์ว่าตำแหน่งที่พวกเขาได้มานั้นเป็นตำแหน่งแห่งการถูกทดสอบ หรือเก้าอี้แห่งฟิตนะฮฺที่มีแต่ความวุ่นวาย การได้มาซึ่งตำแหน่งดังกล่าวมิใช่เพื่อการรับใช้อัลลอฮ์ แต่เป็นการรับใช้อารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเอง ดังนั้นจะไม่มีคำว่า “ ความรับผิดชอบหรืออามานะฮฺ ” ที่มนุษย์เองเสนอตัวต่ออัลลอฮ์ที่จะแบกรับในขณะที่สิ่งอื่นๆ ไม่กล้ายอมรับ ดังที่ อัลลอฮ์ซุบหฺฯ ได้ตรัสไว้ว่า
ความว่า : “ แท้จริงเราได้นำเสนออามานะฮฺต่อชั้นฟ้าทั้งหลาย แผ่นดิน และภูเขา สิ่งเหล่านั้นได้ปฏิเสธที่จะแบกรับและหวั่นเกรงต่อมัน และมนุษย์ได้แบกรับมัน แท้จริงมนุษย์นั้นอธรรมยิ่ง เขลายิ่ง ” (อัล – อะซาบ 33:72)
แล้วอามานะฮฺคืออะไร ? นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้มากมาย แต่สรุปประเด็นสำคัญได้ 3 ประการคือ
1 - ภาระหน้าที่ๆถูกมอบหมาย
2 - การยอมรับคำบัญชาใช้
3 - และการออกห่างไกลจากที่ถูกกำหนดห้าม
นอกจากนี้อามานะฮฺยังถูกเชื่อมกับการเกิดวันโลกใหม่หรือวันกิยามะฮฺ ดังที่อบูฮุรอยเราะฮฺได้รายงานไว้ว่า ท่านนบีได้กล่าวไว้ว่า : “ เมื่ออามานะฮฺสาปสูญ จงรอการเกิดวันกิยามะฮฺเถิด ” มีคนถามท่านว่า : มันสาปสูญได้ อย่างไร ? ท่านกล่าวว่า : “ เมื่อกิจการสำคัญ (เช่น การปกครอง) ถูกมอบให้แก่คนที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นจงรอการเกิด วันกิยามะฮฺเถิด ” (โดยบุคอรี)
ณ วันนี้พวกเราก็ได้เห็นลางของการเกิดวันกิยามะฮฺบ้างแล้ว นั้นคือความไม่รับผิดชอบในตำแหน่งที่ได้รับทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ได้พยายามวิ่งเต้นจะได้มาซึ่งตำแหน่ง แม้กระทั่งตำแหน่งอิหม่ามและกรรมการมัสญิด ก็มีการใช้เงินเป็นใบเบิกทาง เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้วกรรมการบางคนไม่เคยมามัสญิด พี่น้องผู้ศรัทธาทุกท่าน ! สิ่งที่ท่านนบี ได้เคยพูดไว้ล่วงหน้าเมื่อพันกว่าปีกำลังกลายเป็นความจริง เด่นชัดขึ้นทุกวันแล้วนั้นคือ ผู้ชายผู้หญิงจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกันง่ายขึ้น แม้กระทั่งในท้องถนน
ขณะนี้มีข่าวแพร่สะพัดจากการสำรวจความเป็นจริงของสำนักวิชาการหลายสำนักพบว่า การสำส่อนทางเพศในหมู่นักเรียนนักศึกษากำลังเป็นที่นิยม และกระทำกันอย่างเปิดเผยไม่ปิดบัง นอกจากนักเรียนมัธยมต้นเริ่มขายตัวกับพวกอ้ายเฒ่าหัวงู โดยข้ออ้างเดิมๆ ที่ว่า
* เพราะความจน
* เพราะถูกบีบบังคับ
* เพราะถูกหลอกลวง
แม้แต่สิ่งดังกล่าวเป็นความจริง แต่เป็นความจริงเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนความเป็นจริงในส่วนลึกก็คือ ค่านิยม ที่ถูกปลูกฝังในตัวของเด็กโดยสิ่งแวดล้อมรอบตัวของสังคม ก็คือ
* เงินคือพระเจ้า
* ความอยากใช้ของแพง
* การได้ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย
* การได้เที่ยวเตร่ในสถานที่เริงรมย์
* การไม่คำนึงถึงศีลธรรมของศาสนา
* การหมดความละอายและไม่เห็นความสำคัญของพรหมจรรย์
* และการไม่รู้จักเป้าหมายของชีวิต
ส่วนในด้านของผู้ชายก็คือค่านิยมในการหลับนอนกับเด็กวัยรุ่น ยิ่งเด็กเท่าไหร่ยิ่งชอบจนกลายเป็นแฟชั่น เพราะผู้ชายเหล่านั้นมีฐานะทางการเงินดี ไม่ว่าจะเป็น
* ตำรวจ
* ทหาร
* นักธุรกิจ
* และพวกหน้ามืดทั้งหลาย
ในเรื่องนี้อัลลอฮ์มิได้ทรงห้ามการกระทำเพียงอย่างเดียว แต่ทรงห้ามแม้กระทั่งการเข้าใกล้ ดังที่ได้ตรัสไว้ว่า
ความว่า : “ และจงอย่าเข้าใกล้การซินา เพราะมันเป็นความลามก และหนทางการมีเพศสัมพันธ์ที่เลวร้าย ” (อัล - อิสรออฺ 17:32)
ทำไมการซินาจึงถือว่าเป็นความลามก ? ทำไมจะไม่ลามก เพราะพวกเขาไม่ได้มีความจริงใจ นอกจากต้องการ เพียงสนองความใคร่ของตัวเองเท่านั้น และฝ่ายหญิงก็ต้องการเพียงได้เงินได้ทองไปฉลองความสุขของตัวเอง แล้วมันเป็นวิถีทางที่เลวร้ายอย่างไร ? มันเลวร้าย เพราะมันไม่ใช่ธรรมชาติของมนุษย์ผู้ใฝ่ความเจริญ แต่มันเป็น วิถีทางของพวกสัตว์เดรฉาน และถ้าเกิดทารกพวกเขาจะไม่รับผิดชอบ เพราะการมีเพศสัมพันธ์เช่นนั้นเพียงเพื่อความสนุกและการเสพย์อารมณ์แห่งความต้องการเท่านั้น
ดังนั้นอิสลามยังได้วางโทษไว้รุนแรงเพื่อสกัดกั้นการสำส่อนทางเพศ มิให้ขยายตัวจนเป็นโรคร้ายของสังคม ดังที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันนี้ เมื่อใดที่การมีเพศสัมพันธ์โดยการซินาถูกกระทำกันอย่างเปิดเผย ไม่มีความละอาย
เมื่อนั้นโรคร้ายจะเกิดขึ้นและโรคนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แน่นอน โรคเอดส์ ย่อมเป็นโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการผิดประเวณีที่ขายบริการ ที่กำลังจะถูกทำให้เป็นความถูกต้องทางกฎหมาย ผู้หญิงขายตัวเพราะอ้างความจนและ ถูกหลอกลวง แต่นักการเมืองที่ขายตัวจะอ้างอะไรดี !!!! ไม่ว่าจะเป็นละหมาด 5 เวลา หรือละหมาดวันศุกร์
บางท้องที่คนที่อ่านอัล-กุรอานยังไม่ถูกต้องดีแต่ก็ถูกเลือกให้เป็นอิหม่าม เพราะมีญาติพี่น้องมาก พร้อมทั้งมี  ฐานะ

ผู้เขียน : คุตบะห์โดย: อ.วิทยา วิเศษรัตน์
ที่มา : www.addeen.com

วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผลบุญของการละหมาดตะรอวีหฺ คืนที่ 1-30

อ้างจากหนังสือดุรเราะตุนนาศีหีน อ้างถึงรายงานจากท่านอลีเราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ความว่า




คืนที่1 ผู้ละหมาดจะไม่มีบาปเหมือนกับตอนที่เขาถูกคลอดจากท้องมารดาใหม่ๆ

คืนที่ 2 อัลเลาะห์อภัยโทษแก่เขาและบิดาของเขาหากเขาทั้งสองเป็นผู้ที่ศรัทธาต่ออัลเลาะห์

คืนที่ 3 มาลาอีกะจะประกาศใต้อารัชว่าเจ้าจงเริ่มทำความดีเถิดเพราะความชั่วทั้งหลายถูกลบล้างออกไปหมดแล้วเจ้าจงใช้ชีวิตให้สวยงามต่อไป

คืนที่4 เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับคนที่อ่านคัมภีร์เตารอต อินยีล ซาบูรและอัลกรุอาน

คืนที่5 ได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ได้ไปละหมาดทีมัสยิดหะรอม มัสยิดนาบาวีมัสยิดอัลอักซอ

คืนที่ 6ได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ไปทำเตาวาฟ ณ บัลตุลมะมุร (กิบลัตของมาลาอีกะตรงกับบัยตุลเลาะ)หินและของมีค่าทั้งหมดในโลกนี้จะขออภัยให้แก่เขา

คืนที่ 7 ได้ผลบุญเหมือนกับเขาได้เกิดในสมัยที่ท่านนาบีมูซาสงครามกับฟิรอูนและฮามาน

คืนที่ 8จะได้รับผลบุญเหมือนกับอัลเลาะห์ได้ประทานแก่นาบีอิบฮีม (อ.)

คืนที่ 9 บุญที่ได้รับจะเท่ากับบุญการอีบาดะของนาบีมูฮัมหมัด (ซ.ล.)

คืนที่ 10 อัลเลาะห์จะทรงบันดาลให้พบแต่ความดีงามทั้งโลกนี้และโลกหน้า

คืนที่ 11 หากพวกเขาสิ้นชีวิตในคืนนี้ เขาก็เหมือนกับทากรที่ถูกคลอดใหม่ๆ

คืนที่ 12 เขาจะเกิดมาในวันกียามะด้วยใบหน้าที่ดุจดั่งจันทร์เพ็ญ

คืนที่ 13 เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ในวันกียามะ

คืนที่ 14 ในวันกียามะมาลาอีกะจะเป็นพยานยืนเคียงข้างเขา

คืนที่ 15 มาลาอีกะตลอดจนมาลักที่แบกอารัชต่างๆจะอวยพรให้แก่เขา

คืนที่ 16 เขาจะถูกบันทึกว่าเป็นผู้ปลอดภัยจากนรก

คืนที่ 17เขาจะได้บุญเท่ากับผลบุญบรรดานาบีรวมกัน

คืนที่ 18 มาลาอีกะจะประกาศชื่อของเขาว่า แน่แท้พระองค์อัลเลาะห์ทรงอภัยในตัวเขาและบิดามารดาของเขา

คืนที่ 19 อัลเลาะห์จะยกฐานะอันสูงส่งในชั้นฟิรเดาส์

คืนที่ 20 เขาจะได้รับผลบุญเท่ากับผู้ที่ตายชาฮีด

คืนที่ 21 อัลเลาะห์จะสร้างบ้านหลังหนึ่งที่เต็มไปด้วยรัศมีให้แก่เขา

คืนที่ 22 เขาจะไปปรากฏตัวในวันกียามะโดยปราศจากความทุกข์

คืนที่ 23 อัลเลาะห์ได้เตรียมเมืองไว้สำหรับให้เขาครอบครอง

คืนที่ 24 อัลเลาะห์เปิดโอกาสรับดุอายี ่สิบสี่ประการ

คืนที่ 25 อัลเลาะห์ทรงยกโทษในกุโบร์ให้แก่เขา

คืนที่ 26 อัลเลาะห์ทรงยกผลบุญเท่ากับทำอีบาดะสี่สิบปี

คืนที่ 27 เขาจะเดินผ่านสะพานซีร็อตดุจฟ้าแลบ

คืนที่ 28 อัลเลาะห์ทรงยกฐานะให้เขาหนึ่งพันชั้น

คืนที่ 29 อัลเลาะห์ทรงประทานผลบุญให้เท่ากับประกอบพิธีฮัจย์หนึ่งพั นครั้ง

คืนที่ 30 อัลเลาะห์ทรงกล่าวว่า " โอ้บ่าวของฉันจงมารับประทานผลไม้ในสวรรค์และจงอาบน้ำซัลซาบีล (ซึ่งเป็นน้ำทิพย์ในสวรรค์)จงดื่มน้ำอัลเกาซัรซึ่งเราเป็นเจ้าของ เจ้าเป็นบ่าวของเรา เจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ข้อคิดในการใช้ชีวิต

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด


1. อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้

2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตามเราไม่ต้องไปคุยทับปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย

3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆเท่านั้น

4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง

5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ๆเข้าไว้แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย

6. หัดทำสิ่งดี ๆให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้

7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น

8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด

9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้

10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ สองแต่อย่าให้ถึงสาม

11. อย่าวิจารณ์นายจ้างถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ

12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วอะไร ๆ มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก

13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า ใคร เป็นคนถูกแต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า อะไร คือสิ่งที่ถูก

14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ คนโหดร้าย แต่เราต่อสู้กับ ความโหดร้าย ในตัวคน

15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ

16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน

18. เป็นคนถ่อมตนคนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด

19. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด...สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้

20. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม

21. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่ายถ้ามีใครมาถามเราว่า เป็นยังไงบ้างตอนนี้ ก็บอกเขาไปเลยว่า สบายมาก

22. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่าๆกับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ , ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดา

วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง

23. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยวเมื่อเหลียวกลับไปดูอดีตเราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว

24. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น

25. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น

26. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น

27. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น

28. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด

29. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ กว้างขวาง มากกว่าการมีชีวิตให้ ยืนยาว

30. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ คุณทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า?





เครดิต-Kawsarn.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วิธีคิดบวก

วิธีคิดบวก เพื่อชีวิตที่เป็นบวกมาฝากกัน


1.สร้างความเชื่อมั่น ว่า ‘เราต้องทำได้’ ไม่ว่าจะเจอปัญหาใด ๆ ให้มองด้านบวกไว้ แม้จะคิดว่าจัดการไม่ได้ทั้งหมด แต่เชื่อเถอะว่าคุณสามารถทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ หลักสำคัญคือการตั้งสติศึกษาปัญหา แล้วค่อย ๆ แก้ไข ขอเพียงหลีกเลี่ยงความคิดที่ว่า ‘ฉันทำไม่ได้แน่ ๆ’

2.สร้างจินตนาการ ช่วยให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะต่อสู้กับอุปสรรค และอยากทำกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไป รวมไปถึงการมีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มองทุกอย่างด้วยความเป็นกลาง เพื่อชีวิตที่สมดุล
3.คิดถึงความสำเร็จ แม้ทางไปสู่จุดหมายจะพบอุปสรรคบ้างก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา ที่สำคัญไม่ควรมองตัวเองว่าไม่มีความสามารถ และ ‘อย่านำตัวเองไปเปรียบกับใคร’ เพราะเราไม่ใช่ใคร และใครก็ไม่ใช่เรา แต่ละคนมีทักษะต่างกัน แค่ตั้งใจทำให้ดีที่สุดก็พอแล้ว
4.คิดอย่างมีเหตุผล เมื่อเกิดข้อผิดพลาดในเรื่องต่าง ๆ อย่าโทษตัวเองทุกเรื่อง และอย่าคิดว่าครั้งต่อ ๆ ไปก็จะผิดพลาดตลอด ควรใช้หลักการคิดอย่างมีเหตุผล เพราะหลายคนมักประเมินมาตรฐานตนเองต่ำเกินไป จึงยิ่งบั่นทอนความมั่นใจให้ลดน้อยลง

แนวทาง ‘คิดบวก’ เพียงเท่านี้ นอกจากจะช่วยโบกมือบ๊าย บาย อุปสรรคทางความคิด ‘กลัว’ แล้ว ยังเป็นการเพิ่มคุณค่าให้ชีวิตเป็นบวกได้ง่าย ๆ ด้วย.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

7 วิธีคิดอย่างคนเก่ง

7 วิธีคิดอย่างคนเก่ง " 7 Thinking method to be genius "

การเป็นคนเก่ง ไม่ใช่ความโชคดีของพันธุกรรมหรอกนะ

อยู่ที่การฝีกขัดเกลาสมองและหัวใจของคุณต่างหาก

แล้วคุณจะมีความปราดเปรื่องในแบบฉบับของคุณเป็นคนเก่ง

ที่สามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้อย่างลงตัว



คิดในทางบวก

มองโลกในแง่ดี และทำทุกสิ่งอย่างเต็มกำลัง ด้วยรอยยิ้มและความเบิกบาน

ทำตัวให้สดชื่น มีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นอยู่เสมอ

พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์

จะช่วยให้คุณสามารถที่จะจัดการกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาได้อย่างอยู่มือ



มีศรัทธาในตัวเอง

ถ้าแม้แต่ตัวคุณเอง ยังไม่ศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วจะมีมนุษย์หน้าไหนล่ะ

จะเชื่อในความเก่งของคุณอยากให้ใครๆ เขาชื่นชอบและทึ่งในตัวคุณ คุณก็ต้องมั่นใจตัวเองก่อน



ขอท้าคว้าฝัน

ไม่มีอะไรที่จะทรงพลังมากเท่ากับความตั้งใจจริง และทุ่มสุดตัวหรอกนะ

ความกระหายอันแรงกล้า ที่จะพาตัวเองไปสู่จุดหมาย นั่นแหละเป็น

แรงผลักดันที่จะทำให้คุณสานฝันสู่ความจริงได้

ค้นหาบุคคลต้นแบบ

ใครก็ได้ที่คุณชื่นชม เพื่อเป็นมาตรฐานที่ดีในการดำเนินรอยตาม ศึกษาแนวคิด

วิธีการทำงาน จุดเด่นในตัวเขา เผื่อว่าเราจะได้ไอเดียแจ๋ว ๆ

มาปรับใช้ให้ชีวิตก้าวโลดสู่ความสำเร็จกับเขามั่ง



เริ่มต้นงานใหม่ทุกวันด้วยรอยยิ้มสดใส

คนที่มีรอยยิ้ม ระบายไว้บนใบหน้า เสมือนประตูที่เปิดกว้าง

ให้ใครๆ อยากเข้ามาคบหาด้วย การเจรจาติดต่องาน ก็มักจะลงเอยด้วยความสำเร็จ

มากกว่าคนที่หน้าตาแบกโลกนะคะ

นอกจากนี้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ยังสร้างความเบิกบาน และคลายทุกข์

แถมยังเป็นยาอายุวัฒนะชั้นอ๋อง ที่ทำให้เราดูเป็นวัยสะรุ่นตลอดกาล

รู้อย่างนี้แล้ว..หัดติดรอยยิ้มไว้ที่มุมปากกันเป็นประจำนะ



เรียนรู้จากความผิดพลาด

ก็สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง จะเป็นอะไรเชียวถ้าเราจะทำอะไร

แล้วจะยังไม่สำเร็จอย่างที่หวังไว้ เพียงแต่ขอให้ทำเต็มที่ และเปิดใจให้กว้าง

ยอมรับความจริง หันมาทบทวน ดูว่ามีขั้นตอนไหนที่ผิดพลาดไป...

เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่ให้ดีกว่าเดิม



ทะนุถนอมมิตรสัมพันธ์เก่าๆ

คงไม่มีใครที่จะอยู่อย่างมีความสุข โดยปราศจากเพื่อนหรือมิตรที่รู้ใจหรอกนะ

แม้ว่าในชีวิตแต่ละวันของคุณจะวุ่นวายแค่ไหนก็ตาม

คุณควรจะมีเวลาให้กับเพื่อนซี้ ที่รู้จักมักจี๋กันมานานซะบ้าง แวะไปหากัน

เมื่อโอกาสอำนวย ชวนกันออกมาทานข้าวในช่วงวันหยุด ส่งการ์ดปีใหม่

หรือร่อนการ์ดวันเกิดไปให้ เผื่อในยามที่คุณเปล่าเปลี่ยวหงอยเหงา

เศร้าทุกข์ใจ ก็ยังมีเพื่อนแสนซื้ ไว้พื่งพา และให้กำลังใจกันได้นะ

ที่มา : ชวน

คุณจะอยู่กับใคร?

 ชายคนหนึ่งรักผู้หญิงสองคนพร้อมๆกันและไม่รู้ว่ารักใครมากกว่ากัน?มีคนสอนว่าเมื่อคุณมีเรื่องสุขใจใครกันเล่าเป็นคนแรก


ที่คุณคิดจะบอก?คนที่คุณคิดถึงก่อนคนแรกแท้จริงคือคนที่คุณรักมากกว่า(หน่อย)ไม่..นี่ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ความรัก

เวลาที่คุณมีเรื่องทุกข์ใจ ใครกันเล่าที่คุณคิดถึงก่อน?คนที่คุณคิดถึงก่อนนั่นแหละคือคนที่คุณรักมากกว่าหากคนที่คุณคิดถึงก่อนทั้ง

เวลาสุขและทุกข์คือคนๆเดียวกัน นั่นคือสิ่งที่วิเศษสุด

แต่หากว่าเป็นคนละคนกัน เราแนะนำให้คุณเลือกคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างคุณเวลาคุณมีเรื่องทุกข์ร้อนใจ

ชีวิตคนเราทุกข์มากกว่าสุข เวลาคุณมีความสุขมีคนมากมายที่พร้อมจะแบ่งปันความสุขกับคุณ ไม่เพียงแต่เฉพาะแฟนสุดที่รัก

แม้กระทั่งเวลามีความสุขคุณยังสามารถอยู่ตัวคนเดียวได้แต่ไม่ใช่จะทุกคนที่พร้อมจะแบ่งปันความทุกข์ของคุณ

คุณพร้อมแบ่งปันความทุกข์ด้วยแท้จริงคือคนที่คุณต้องการมากที่สุดและอยากอยู่ใกล้ชิดมากที่สุด

ในทางกลับกันคนที่คิดถึงคุณเวลามีความสุขและไปหาผู้อื่นเวลามีความทุกข์เป็นคู่รักที่ไม่มั่นคงเอาเสียเลย

เพราะเขาคนนั้นไม่คิดจะให้คุณเป็นคู่รักที่อยู่ร่วมทุกข์สุขด้วยตลอดชีวิต

เราคงดีใจถ้าหากคนที่เรารักคิดถึงเราก่อนในเวลาที่เขามีความสุข แต่ถ้าอยากอยู่ใกล้ชิดเราเวลาที่เขามีความทุกข์เศร้า

พร้อมให้เราเห็นตัวเขาในสภาพที่เขาอ่อนแอทุกข์ร้อนเราเชื่อว่าเราต้องมีความสำคัญมากๆในสายตาของเขา

.............

ในเวลาที่คุณมีความทุกข์เศร้า คุณคิดแบ่งปันกับใคร?

.............



ที่มา : admin

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อรุณรุ่งของมุสลิม

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่มีผู้ศรัทรามากศาสนาหนึ่งในประเทศไทย มีประวัติการต่อสู้ความเป็นมาที่ยาวนาน กว่าจะเป็นศาสนาอิสลามที่มีความเป็นหนึ่งมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนอย่างที่ปรากฏในปัจจุบันนั้น เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ทางศาสนาที่สำคัญ เป็นตัวอย่างของความสามัคคี และอุดมการณ์ เป็นเส้นทางเดียวกัน ที่มุสลิมทุกๆคนจะต้องเดินไปในเส้นทางเดียวกัน คนแล้วคนเล่าไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน ๑๔๐๐ ปี ผ่านไปเส้นทางนี้ก็ยังคงเป็นเส้นทางเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสืบต่อกันมาหลายช่วงอายุคน เป็นศาสนาที่ควรศึกษาให้เข้าใจมากกว่าการวิจารณ์แต่เฉพาะสถานณกาณ์ที่ปรากฏในโลกปัจจุบันเท่านั้น.

อรุณรุ่งของอิสลามในสี่จังหวัดภาคใต้ เป็นความอบอุ่นของมุสลิมในผืนแผ่นดินไทย ที่ได้รับสิทธิและโอกาสมากมายของรัฐบาล และน้ำพระทัยทรงพระเมตตาของพระมหากษัตริย์ และราชวงษ์ต่อประชาชนชาวไทยมุสลิมในบริเวณนี้ มีการก่อสร้างพระราชวังทักษิณราชนิเวชน์ที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อเสด็จมาประทับเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องและประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามมีการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับประชาชนผู้ยากไร้ ให้การสนับสนุนในด้านศิลปวัฒนธรรมของอิสลามเช่นการเขียนผ้าบาติก การเขียนภาพวาดเรือกอและ อาหารพื้นบ้านเช่น ข้าวยำ น้ำบูดู ข้าวเกรียบปลา ไตปลาเป็นต้น ความสงบสุขในโลกของอิสลามสี่จังหวัดภาคใต้เป็นชีวิตสงบตามจริยธรรมและวัฒนธรรมอิสลามจริงหรือไม่ ๑๔๐๐ ปี ผ่านไปด้วยการต่อสู้ที่ยาวนาน มาจนถึงปัจจุบันนี้ มุสลิมในประเทศไทยในสี่จังหวัดภาคใต้หยุดการต่อสู้รึยัง ?

คำถาม - คำตอบ - ยังเป็นเป็นปัญหาท่าทีดูเหมือนสงบแต่บางครั้งก็เกิดพายุเป็นครั้งคราว วิเคราะห์จากหลักศาสนา วิเคราะห์จากอุดมการณ์ วิเคราะห์จากความรักและศรัทราในศาสนา เหตุใดมุสลิมในสี่จังหวัดภาคใต้ท่าทีเหมือนสงบแต่สถานการณ์ที่ปรากฎรุนแรงเหลือเกิน ทำให้พี่น้องประชาชนที่อยู่ภายใต้ธงไตรรงค์ที่โบกสะบัดคู่กับสัญญลักษณ์ดาวและพระจันทร์นั้นไม่ว่าจะปรากฎในสถานที่เป็นมัสยิด โรงเรียนปอเนาะ โรงพยาบาล สถานเลี้ยงเด็กอ่อน ที่ทำการกำนันผู้ใหญ่บ้านแสดงความแตกต่างหรือความเป็นหนึ่งเดียวของอิสลามมิคหรือไม่

ความแตกแยกของอิสลามมิคทั่วโลก มองดูเหมือนไม่มี โดยหลักศาสนาคำสอนและหลักปฏิบัติมีหลักการที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยว มีศูนย์รวมที่เดียวกันคือพระอัลเลาะห์

คัมภีร์อัลกุอ่านก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ๑๔๐๐ ปี อย่างไร ค.ศ. ๒๐๐๔ ก็เช่นนั้น แต่จิตใจของมนุษย์ในประวัติศาสตร์กับปัจจุบันสามารถสืบทอดเจตนารมณ์ต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน

ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่สอนให้ผู้คนรู้จักการอ่อนน้อมถ่อมตน มีความรักในเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน การละหมาดเป็นการขัดเกลาจิตใจให้มนุษย์มีจิตใจที่สะอาดงดงาม จริยธรรมและวัฒนธรรมเป็นความประพฤติที่ทำให้สังคมสงบสุข แต่เหตุใดพี่น้องมุสลิมในสี่จังหวัดภาคใต้จำต้องรับความเดือดร้อน ความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สิน ความสงบสุขในสังคมท้องถิ่นที่ตนรักและหวงแหน จากผลของมุสลิมบางกลุ่มด้วยกันเอง

ในยุคท่านนบี ยุคคาลิฟ และราชวงค์อุมัยยาด อิสลามได้สร้างสังคมของชาวอาหรับและโลกของมุสลิมขึ้น เป็นยุคที่ยกย่องผู้มีความรู้ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสามัญชนและได้รับความเคารพนับถือมากกว่าผู้มีเงินทอง การศึกษาในยุคสมัยนี้มีความสำคัญต่อมุสลิมมากและมีการพัฒนาการเรียนการสอนพระคัมภีร์ควบคู่ไปกับการสอนทางโลกปัจจุบัน

ต่อมาใน ค.ศ. ๗๕๐-๑๐๐๐ โลกอิสลามได้แผ่ไพศาล มีการประกาศศาสนาจากอินเดีย เอเชียกลาง สเปน มอรอคโค วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ของกรีก เปอร์เซีย อียิปต์ ยิว คริสต์ อินเดีย ได้ถูกแปลเป็นภาษาอาหรับ มีการศึกษาค้นคว้าและพัฒนาเป็นผลสำเร็จของนักวิชาการมุสลิม วิชาการต่างๆได้เจริญก้าวหน้ามากมายทุกสาขา เช่น วรรณคดีอาหรับ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี พจนานุกรม ไวยากรณ์ วิชาการสำรวจ ในยุคนี้มีการแตกแยกเป็นนิกาย และทางความคิดในเรื่องการแปลพระมหาคัมภีร์อัลกุอ่านเป็นภาษาต่างๆทั่วโลก มีการจัดตั้งห้องสมุด จัดสร้างมัสยิดในเมืองต่างๆทั่วโลกมีการส่งครูไปสอน จัดให้มีทุนการศึกษาและเพื่อการค้นคว้า ต่อมาในศตวรรษที่ ๑๑ มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัย และมีการจดบันทึกความรู้ด้วยกระดาษมีการศึกษาวิชาการแพทย์อย่างกว้างขวาง มีการเขียนตำราที่ผ่านการตรวจสอบและจัดพิมพ์เพื่อใช้เป็นตำราในการสอนและเผยแผ่ความรู้ต่อไป

ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๕ ความก้าวหน้าอยู่ที่อินเดีย ซิซิลี สเปน อาฟริกาเหนือ นักวิชาการแนวหน้าเริ่มมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ทัศนคติของนักศาสนาเริ่มเฉยเมยต่อวิทยาศาสตร์เริ่มมีการขัดแย้งกันเองเพราะผู้ที่เรียนวิชาคำนวนนั้นมักจะหันหลังให้พระเจ้า แนวการศึกษาส่วนใหญ่นั้นจึงมุ่งเฉพาะวิชาศาสนาเท่านั้น "สงครามคูเสด" จึงเริ่มขึ้น

ศตวรรษที่ ๑๕-๑๙ อิสลามหยุดนิ่ง เพราะปัญหาสงครามภายนอก คือ สงครามคูเสด และสงครามภายในคือความไม่สงบในโลกมุสลิม และสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนเส้นทางการค้าของโลกจากเส้นทางสายไหมเป็นเส้นทางเดินเรือจากตะวันออกกลางไปแอฟริกาใต้ มีผลต่อเศรษฐกิจ การศึกษา และ วัฒนธรรมของอิสลาม ทำให้เกิดยุคเสื่อมของอิสลาม มุสลิมจึงหันเข้าหาศาสนาอีกครั้ง การศึกษาของเยาวชนก็ตกต่ำ

ศตวรรษที่ ๑๙ ชาวอาหรับและโลกมุสลิมเริ่มมีการฟื้นฟูจากอิทธิพลของตะวันตกคือยุโรปและอเมริกา และการเคลื่อนไหวของกลุ่มเคร่งศาสนามีความคิดแนวใหม่จัดระบบการศึกษาเป็นแบบสากลนิยม จึงเกิดมหาวิทยาลัยที่มีการสอนศาสนาอิสลามควบคู่ในโลกมุสลิมด้วย เช่น วิทยาลัยดาริลอูลูมในมหาวิทยาลัยไคโร เฟคัลตี้ ออฟ รีลีเจียนในมหาวิทยาลัยซีเรีย นครดามัสคัสวิเคราะห์ได้จากการพัฒนาทางการศึกษาของอิสลาม

ศาสนาเป็นรากฐานการศึกษาของมุสลิมเสมอมา อิสลามมีการสนับสนุนให้มุสลิมมีการศึกษาแบบให้เปล่า และบังคับ มัสยิดนอกจากจะเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจแล้วยังเป็นที่ให้การศึกษาวิชาความรู้แก่มุสลิม การศึกษาของมุสลิมไม่เคยหยุดดังคำสอนของท่านนบี "จงศึกษาแต่ในเปลไปจนถึงฝังศพ"

อิสลามส่งเสริมการศึกษาแก่เยาวชนมุสลิม ตั้งแต่ประวัติศาสตร์จนถึงโลกปัจจุบัน ค.ศ. ๒๐๐๓ เป็นยุคโลกาภิวัฒน์ อิสลามก็ยังคงสนับสนุนให้ทุนการศึกษาแก่เยาวชนมุสลิม โดยเฉพาะในสี่จังหวัดภาคใต้จะได้เยาวชนอิสลามรับสิทธิ์อิสลามในการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นต้น เป็นสิทธิพิเศษของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม เชื้อสายอิสลามและอาศัยอยู่ในเขตสี่จังหวัดภาคใต้คือ สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส

นอกจากนี้มุสลิมในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังได้สิทธิในการใช้กฏหมายอิสลามกับชาวมุสลิมด้วยกันในผืนแผ่นดินของประเทศไทย ชาวมุสลิมที่อาศัยในสี่จังหวัดนี้ยังสามารถเรียกตัวเองว่า "ไทยมุสลิม" มีข้อยกเว้นทางสังคมและทางราชการเพื่อมิให้ขัดต่อหลักศาสนามากมาย เช่น การอำนวยความสะดวกในการละหมาดมีการจัดสถานที่เป็นพิเศษ หรือการหยุดงานของข้าราชการมุสลิมในวันฮาลีรายอ การสวดมนต์ตอนเช้าของนักเรียนมุสลิมในโรงเรียนไทย การแต่งกายชนิดพิเศษนอกเหนือเครื่องแบบนักเรียนปกติเช่น ใส่ผ้าคลุมศรีษะ ใส่ถุงเท้าที่ยาวกว่าปกติ นุ่งกระโปรงยาวเกินกำหนด ของนักเรียนหญิงเป็นต้น นอกจากนี้สิทธิในด้านกฎหมาย การทำนิติกรรมใดๆ ก็มีสิทธิเท่าเทียมกันกับประชาชนชาวไทยทั่วประเทศ แต่เหตุใด ความสงบของโลกมุสลิมบริเวณนี้จึงยังไม่ยุติ การเผยแผ่ศาสนาได้ยุติลงแล้ว สาวกเหล่านี้กำลังทำอะไรอยู่

ศาสนาที่ผ่านการเดินทางอันยาวนานหลายศตวรรษหลายชั่วคนสืบต่อกันมาหลายรุ่นมีความมั่นคงด้วยหลักธรรมที่สอนให้มุสลิมมีจิตใจสะอาด และมีความอ่อนน้อม มีความเท่าเทียมกันในสังคม โอกาสเปิดกว้างทางการศึกษา อนุญาติให้ใช้กฎหมายอิสลามกับมุสลิมด้วยกันในการตัดสินปัญหาสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินที่ดินต่างๆ การทำการค้าเสรี เป็นต้น

อรุณรุ่งของมุสลิม ณ ที่แห่งนี้ เหตุใดจึงไม่สว่างฉายแสงแสดงอัตลักษณ์ของอิสลามมิคชนให้โดดเด่นเหมือนโลกมุสลิมทั่วไป ที่มีแต่ความสงบสุข พี่น้องมุสลิมบริเวณชายแดนไทยต้องพบกับความสูญเสียที่เกิดจากการกระทำของมุสลิมบางกลุ่มเท่านั้น น้ำตาของมุสลิมด้วยกันที่ไหลอาบแก้มจะทำให้พระอัลเลาะห์ทรงโปรดหรือ เหตุใดจึงทำให้พวกเขามีความคิดเช่นนี้ ควรที่จะหันกลับมารับการศึกษาที่เป็นสากลเปิดใจตัวเองให้กว้างขึ้นยอมรับในกฎเกณฑ์ของสังคมและประเทศชาติ การรักและหวงแหนดินแดนอันที่เกิดเมืองนอนนั้นเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ทุกคน แต่คนเราเกิดมาในสังคมมีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและสอนให้เป็นคนดี มีพระอัลเลาะห์เป็นสิ่งสูงสุด มีอิสลามมิคชนที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั่วโลก มุสลิมส่วนใหญ่ดำรงชีวิตด้วยความสงบ ปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด มีความสงบสุขในความเป็นเป็นมุสลิมที่ดีมีการศึกษาสูง มีอาชีพที่ดีได้รับการยอมรับในสังคมทั่วโลก เหตุใดคนกลุ่มน้อยพวกนี้จึงไม่ออกมาพัฒนาความคิดพัฒนาตนเองใช้สิทธิ์และโอกาสในความเสมอภาคของมุสลิมทั่วโลกทั้ง ๆที่สังคมและศาสนาให้โอกาสกับชีวิตพี่น้องมุสลิมมากมาย

คำว่า "งมงาย" แปลว่า ไม่เข้าใจ ยังมีคนบางจำพวกที่ไม่เข้าใจศาสนาตีความในพระคัมภีร์แบบผิดๆ ใช้ความรู้สึกนึกคิดของตนเป็นเครื่องตัดสิน มิได้เข้าใจถึงจุดมุ่งหมายหรือเหตุผลที่แท้จริงของหลักศาสนา มิได้ประยุกต์คำสั่งสอนของศาสนาเข้ากับชีวิตประจำวันให้เป็นคนดีมีหลักธรรม
ปฏิบัติตนให้เป็นที่นิยมและอยู่ด้วยกันอย่างสันติ

อย่างไรก็ตาม หลักศาสนาเป็นสิ่งสูงส่ง ลึกซึ้ง ความรู้และสมองของมนุษย์มีขอบเขตจำกัดและมีระดับไม่เท่ากัน เหมือนบัวสี่เหล่าที่พระพุทธเจ้าจะสั่งสอนบุคคลสี่จำพวก ความสามารถในการอธิบายถ่ายทอด จำเป็นต้องใช้เวลา บรรยากาศ สถานภาพในสังคม การอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้งได้หรือไม่เป็นบรรทัดฐานเพื่อวัดว่างมงายนั้นย่อมไม่ถูกต้อง การศึกษาศาสนานั้น ศาสนาทุกศาสนาเป็นที่ยกย่องบูชาของผู้นับถือศาสนานั้นการศึกษาเพื่อให้รู้ว่าอะไร อย่างไร ในศาสนาต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เรากระทำการในสิ่งที่กระทบกระเทือนหรือลบหลู่โดยมิได้เจตนาในศาสนาอื่นนั้น ย่อมเป็นวิสัยของผู้มีคุณธรรม

การละหมาดในยามอรุณรุ่ง เป็นการขัดเกลา และทำให้จิตใจสงบมีสมาธิ และก่อให้เกิดความคิดที่ดีงาม การเข้าใจในศาสนาเป็นสิ่งที่สำคัญ นำพาชีวิตไปสู่ความดีงามตามพระประสงค์ของพระอัลเลาะห์ผู้มีจิตใจอ่อนโยนและมีเมตตาต่อสาวกของพระองค์ ประวัติศาสตร์ย่อมสอนให้มนุษย์รู้จักคิด เก็บเป็นบทเรียนที่ควรศึกษาด้วยเหตุและผล ไม่ควรให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิม ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาแห่งการให้อภัย พระอัลเลาะห์ทรงอ้าแขนรับสำหรับผู้กระทำผิดต่อพระองค์ที่ยังคงมีศรัทราในตัวของพระองค์อยู่อย่างมั่นคง และพร้อมที่จะรับมุสลิมใหม่เข้าสู่โลกอิสลามหากบุคคลนั้นมีความศรัทราต่อพระอัลเลาะห์โดยไม่มีเงื่อนไข ศาสนาอิสลามยังคงความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว มีอัตลักษณ์และความโดดเด่นในโลกยุคปัจจุบัน

เหตุการณ์ของคนกลุ่มน้อยไม่อาจทำลายอิสลามมิคให้เสื่อมถอยไปจากโลกนี้ได้ ศาสนาทุกศาสนาย่อมมีเกิด มีดับ มีดีและไม่ดีปะปนกันไป ศาสนาก็ยังคงอยู่คู่กับมนุษย์เป็นสิ่งที่ดีที่สุดพร้อมที่จะเป็นอรุณรุ่งของวันใหม่แก่ทุกชีวิตของทุก ๆ วันในการทำความดี แก้ไขข้อผิดพลาดของวันวาน เปิดโอกาสให้แก่ทุกชีวิตมนุษย์มุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดของศาสนาโดยเท่าเทียมกัน.



น้ำทิพย์ ศรีจันทร์
นักศึกษาปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต
สาขาวิชาศาสนาเปรียบเทียบ
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อิสลามกับเรื่องเพศ

อิสลามกับเรื่องเพศ


การแตกสลายของครอบครัว ความขาดตกบกพร่องและการศึกษาในรูปแบบที่ก่อให้เกิดการ ขาดระเบียบ ทางสังคม ตลอดจนความยุ่งเหยิงทางวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความจำเป็นอันยิ่งใหญ่อย่างไม่เคยเกิดมาก่อนที่ ต้องนำคำสอนของอิสลามเกี่ยวกับครอบครัว และวัฒนธรรมทางเพศมากล่าวถึงการรุกเข้ามาอย่างป่าเถื่อนของวิถีชีวิตแบบ ตะวันตก

การโฆษณาอย่างขาดมารยาทโดยผู้สร้างภาพยนต์ ทำให้แบบอย่างที่ดีทางเพศของชาวมุสลิมเหือดหายไป ตัวอย่างภาพเปลือยจากวีดีโอ การหาความสุขจากภาพเปลือย การโผล่ตัวออกมาของคนที่เป็นทอมอันเป็นงานที่ผลิต ขึ้นมาโดยสื่อที่ "ก้าวหน้า" ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดความ ตกต่ำเพราะไม่อาจควบคุมจิตใจและมีการละเลยมารยาท (อะดาบ) ของอิสลามบ้านที่แตกทำลาย คือหลักฐานที่เด่นชัดของความล้มเหลวทางจิตวิทยาและสังคมวิทยา"สมัยใหม่" จิตวิทยา และ สังคมวิทยาสมัยใหม่ได้ตั้งคำถามอยู่เสมอถึงการนำภาวการณ์ของท่านศาสดาสุด ท้ายมาใช้ใน ครอบครัวของเราทุกวันนี้และปฏิเสธ "ความมีเหตุผล" ของการนำการแก้ปัญหาของศตวรรษ ที่เจ็ดมาใช้โดยสมมุติฐานสองประการ
ประการแรกท่านนบีมุฮัมมัดรอซุลุลลอฮ์ มีชีวิตอยู่ใน"สังคมที่แตกต่างและสิ่งแวด ล้อมทางสังคม ที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง" สมมุติฐานข้อที่สองคือ ภรรยาของท่านศาสดามุฮัมมัด ซึ่งเป็นมารดาแห่งศรัทธาชนนั้นมี "ความแตกต่างและหล่อหลอมมาดีกว่าผู้หญิงอื่นๆ ทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่พวกเธอทำจึงไม่อาจนำมาใช้กับผู้หญิงอื่น ๆ ของโลกร่วมสมัยนี้ได้"

อย่างไรก็ตามสมมุติฐานข้างต้นย่อมมีความผิดพลาดได้เพราะแม้ว่าท่าน ศาสดามุฮัมมัด จะมีชีวิตอยู่ในสมัยเก่าซึ่งเป็นสังคมเผ่าก็ตาม แต่ในสมัยของท่าน การคอร์รัปชั่น ความ โง่เขลา การขาดศีลธรรมทำลายศึลธรรม และคุณค่าทางวัฒนธรรมและความเลวร้ายที่บีบคั้นอยู่ กับวัฒนธรรมที่แปลกแยกก็ไม่ได้ มีน้อยไปกว่าสิ่งที่เรามีในประเทศ "มุสลิม" ที่ตกเป็นอาณานิ คมและในประเทศมุสลิมที่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของ ตะวันตกแต่อย่างใด เป็นสิ่งที่ถูกต้องว่าภรรยา ของท่านศาสดา (อุมมะฮาตุลมุอ์มินีน) นั้นมีตำแหน่งพิเศษใน หมู่ผู้หญิงทั้งหมดในเมื่อพวกนาง ได้รับเกียรติอันเนื่องมาจากความใกล้ชิดผูกพันกับท่านศาสดาสุดท้าย ในอีกทางหนึ่ง พวกนางมีความเป็นมนุษย์ในทุกรูปแบบ และพวกนางก็มีทัศนคติที่กระจ่างชัดเท่ากับที่จะหวัง ได้จากผู้หญิงอื่น ๆ อาจกล่าวเพิ่มเติมได้ว่า ท่านศาสดา และภรรยา (ร.ฎ.) ของท่าน ต้อง เผชิญกับความยากจน และความลำบากในความเป็นมนุษย์ ตัวอย่างเช่น ต้องเผชิญกับ การกล่าวหาอย่างผิด ๆ การสูญเสียภรรยา และบุตรอย่างน่าเศร้าโศก การเป็นศัตรูกับชาวยิว คนนอกศาสนาและคริสเตียน ฯลฯ ไม่เคยเลยที่ชีวิตของท่านจะไม่พบอุปสรรคชีวิตครอบครัว ของท่านศาสดาสุดท้าย นั้นเป็นความจริง ดังนั้นการประยุกต์เอาชีวิตซุนนะฮ์ (แบบฉัน)และแนวทางของท่านมาปฏิบัติใช้เราก็สามารถแก้ปัญหาได้ อัลลอฮ์ (ซ.บ.) ผู้ทรงเกรียงไกร ได้กล่าวไว้ในอัลกรุอานว่า "แท้จริงในศาสนทูตของอัลลอฮ์ย่อมมีแบบฉบับอันดีงาม สำหรับพวกเจ้า" (33:21)
อาอิชะห์ (ร.ฎ.) ภรรยาผู้เป็นที่รักของท่านศาสดากล่าว่า "รอซูลุลลอฮ์ ไม่เคยตบตี ภรรยาและคนรับใช้ และท่านไม่เคยทุบตีสิ่งใด ๆ ด้วยมือของท่านยกเว้นเพื่อการต่อสู้ในหนทาง ของอัลลอฮ์"

แม้ว่าจะอนุญาตให้ใช้การสั่งสอนโดยใช้การลงโทษภรรยาที่จิตใจยังไม่ เป็นผู้ใหญ่ได้และ เป็นที่ยอมรับ ในอัลกุรอาน แต่ศาสดาก็มักจะไม่สนับสนุนการกระทำเช่นนี้ ท่านกล่าวว่า "ที่ดี ที่สุดในหมู่พวกท่านคือการไม่ตบตี" ตบหน้าเฆี่ยนด้วยแส้หรือไม้ เราอยู่ในยุคสมัยที่เรียก ว่ามีการทำตามใจชอบทางเพศเพศสัมพันธ์ทางธรรมชาติถูกแปรเปลี่ยนเป็นความสกปรก เป็นธุรกิจของการ "หาความสนุกสนาน"

ปัจจุบันนี้ลูกตุ้มของพฤติกรรมสังคมมันแกว่งจากลัทธิที่ถือความ บริสุทธิ์อย่างเสแสร้งของ ตะวันตกจน ถึงปลายสุดแห่งความสุดโต่งทางเพศเรื่องเพศได้หลุดออกมาจากเรื่องลับไปสู่ เรื่อง เปิดเผย การแสดงออก ทางเพศกลายเป็นอุตสาหกรรมใหญ่และถูกนำมาใช้งาน ไม่เฉพาะในทีวี และในนิตยสารแบบเพลย์บอย หรือ หนุ่มเจ้าสำราญเท่านั้น แต่เรื่องเพศยังนำมาขายได้ทุก ๆ อย่าง ตั้งแต่เรื่องไข่จนถึงเรื่องรถไฟทีเดียว ที่เรียก กันว่า "การปฏิวัติทางเพศ" ในทศวรรษที่ 60 นั้นได้ นำมาซึ่งปัญหารุนแรงในบั้นปลายความหลงไหลในกามอารมณ์ ความบ้าคลั่ง และกามวิตถาร (เกย์ เลสเบี้ยน กะเทย ฯลฯ) ทั้งหมดนี้ล้วนหลุดออกมาจากหลุมมืดแห่งความเกินขอบเขตของพวกเขา คุณค่าของมนุษย์กับความรักตามธรรมชาติถูกแทนท ี่ด้วยการสมสู่แบบสัตว์ตามที่สาธารณะ อิสลามต่อต้านขบวนการปลดปล่อยผู้หญิงที่ปล่อยให้มีการผสมปนเปกันระหว่างเพศ ซึ่งผู้หญิงและผู้ชายมั่วสุมกัน ในสังคมโสเภณีแห่งโลกของความก้าวหน้านั้น คาร์ลมาร์กซ์ ได้วาดภาพเอาไว้แล้ว ใน "The Communist Manifesto" นั่นคือ "จากจุดหนึ่งของความเสื่อมทรามทางศีลธรรม ผู้คน ได้หันไปหาการผสมปนเปทาง เพศอย่างเสรีในที่สุด เมื่อไม่ได้รับความพึงพอใจทางเพศ ก็เลยหัน ไปสู่การเปลือยอย่างสุดสุด" สำหรับผู้มีจิตใจปกติชาวมุสลิมทั้งชายและหญิง จะต้องยอมรับว่าหาก พวกเขาและเธอไม่ปฏิบัติตามอย่างจริงจังต่อ แนวทางอิสลามตามคำสอนของท่านศาสดาแล้ว ระบบทั้งหมดของชีวิติก็จะต้องเสียหาย

การแยกบทบาททางเพศนั้นเป็นที่ต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ อัลลอฮ์ได้สร้างผู้ชายและผู้หญิง เพื่อใช้ให้ดำรงบทบาทอันสูงส่งในขอบเขตและกิจกรรมของพวกเขา อเล็กซิส คาร์เรล ผู้ได้รับรางวัลโนเบล จากฝรั่งเศสได้กล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า "ความแตกต่างที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ชาย และผู้หญิงนั้นมีมาจากพื้นฐาน ลักษณะดั่งเดิมมากกว่าที่เรายอมรับกัน การเพิกเฉยต่อพื้นฐานหลัก นี้ก่อให้เกิดการสนับสนุนลัทธิปลดปล่อยผู้หญิงที่มีความเชื่อว่าสองเพศควรจะ มีความรับผิดชอบ ที่เหมือนกัน ในความเป็นจริงผู้หญิงนั้นต่างกับผู้ชาย อย่างลึกซึ้ง ผู้หญิงควรจะพัฒนาทักษะของตัว เองโดยไม่ลอกเลียนแบบผู้ชาย พวกปลดปล่อยสตรีมีความเข้า ใจผิดพลาดในเรื่องความเท่าเทียม กัน" สัญชาติญาณทางเพศเป็นพลังที่สำคัญที่สุดในการมีชีวิตอยู่อย่างมนุษย์ อิสลามได้ให้ภาพ ลักษณ์ที่สมบูรณ์ในพลังทางเพศ การยับยั้งชั่งใจในทางเพศเป็นพื้นฐานของสถาบันครอบครัวของ อิสลามจำนวนมาก โดยการแยกบทบาททางเพศ ผู้ชายจะมีบทบาทมากกว่า ความเหนือกว่าผู้ชาย มีอยู่หลายด้าน นั่นคือ ผู้หญิง จะต้องแสดงความเคารพต่อผู้ชาย และผู้ชายจะต้องคุ้มครองผู้หญิง ที่มีสรีระอ่อนแอกว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระบบสังคมของอิสลามในเรื่องบุรดะฮ์ฮิญาบนั้นก็คือ การทำให้ผู้หญิงอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ชาย การปล่อยตัวทางเพศของผู้หญิงและตัณหาที่ไม่อาจ ควบคุมได้ของผู้ชายนำไปสู่การขาดระเบียบทางสังคม และนำไปสู่ความตกต่ำทางวัฒนธรรมทั้ง หมด สถานะที่เหนือกว่าของผู้ชายได้บอกได้อย่างไว้อย่างชัดเจนใน อัลกุรอาน (4:34) ท่านศาสดา มุฮัมมัด กล่าวว่า "ชาติจะไม่รุ่งเรืองหากนำโดยผู้หญิง" มีเพียงนิกายนอกศาสนาของ พวกคอริญีย์เท่านั้นที่ยอมรับความเป็นผู้นำของผู้หญิง แต่ความเหนือกว่าของเพศชายไม่ได้หมายถึงการกดขี่เพศหญิง การขาดวัฒนธรรมอิสลาม ก่อให้เกิด ขอบเขตแห่งความมืดมนเพราะมีการละเมิดสิทธิของผู้หญิง มนุษย์เรานั้นแสดงความผูกพัน ทางด้านอารมณ์โดยการผ่านคำพูด การมองและการสัมผัสโดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีความ สัมพันธ์ทางเพศ คนเคร่งครัดศาสนาชาวมุสลิมทั้งชายและหญิงที่คุ้นเคยอยู่กับซุนนะฮ์จะรู้ถึง ความสำราญทางกายเป็นอย่างดี ซุนนะฮ์ โดยตัวของมันเองนั้นเป็นตำราแห่งความรัก หะดีษจำนวนนับร้อยก่อให้เกิดศิลปะแห่งความรักของอิสลาม การเล้าโลมก่อนร่วมเพศเป็นเรื่องของศีลธรรม และ การแสวงหาด้านจิตวิญญาณทางศาสนาในอิสลาม และประสบการณ์างจิตวิทยาทางเพศต่อการถึงจุดสุดยอด เป็นบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาบุคลิกของมุสลิมกิจกรรมทางเพศที่ได้รับอนุญาต ได้ เพิ่มและก่อให้เกิดความเข้มแข็งต่อความสามารถทางด้านจิตใจของชาวมุสลิม ดังนั้นชีวิตทางเพศจึงไม่ใช่สิ่งต้องห้ามในอิสลามและชาวมุสลิมจะต้องรู้ถึง เพศศึกษาในอิสลาม และการทำให้คู่รักพอใจ ซึ่งโดยปกติแล้วมุสลิมทั้งชายและหญิงจะร่วมเพศครั้งแรกกับคู่แต่งงานเท่า นั้น

ความอายและความกังวลนั้นเป็นส่วนหนึ่งของทุก ๆ ประสบการณ์ใหม่ และมันจะหายไป เมื่อความแปลกแยกของบุคคลถูกแทนที่ โดยความรู้ที่เหมาะสม


แปลโดย: ดร.จรัญ มะลูลีม